การสมัครเป็นสมาชิก ชมรมอาสาสมัครจิตอาสา โรงพยาบาลราชบุรี

1.สั่งพิมพ์ใบสมัคร กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน แนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง

2.ยื่นใบสมัครที่ สำนักงานชมรมอาสาสมัครจิตอาสาโรงพยาบาลราชบุรี
(ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน หน้าตึกอำนวยการ)


ทำไมจึงต้องทำงานอาสาสมัคร"จิตอาสา รพ.ราชบุรี ยุคใหม่"


ด้วยเหตุผล
1.แรงบันดาลใจ จากประสบการณ์ตรงพบว่า ทางโรงพยาบาลราชบุรียังขาดแคลนบุคลากรและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ทำให้การบริการแก่ผู้ป่วยล่าช้าและมีข้อร้องเรียนของผู้รับบริการ จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากมีส่วนช่วยเหลือด้านบริการเพื่อเติมเต็มคุณภาพ"Fill The Gap"
2.หน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ในฐานะข้าราชการบำนาญ มีรายได้ประจำจากรัฐ สมควรจะได้ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินถิ่นเกิด โดยตระหนักอยู่เสมอว่า "มาทำหน้าที่ ใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญสร้างกุศลผลบุญ "
3.จิตสำนึกที่ดี พื้นฐานเดิมมีความเมตตา กรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ ด้วยจิตสาธารณะ(กุศลจิต) อยากให้เพื่อร่วมทุกข์(ผู้สูงวัย) ได้บรรเทาทุกขเวทนาจากการเจ็บป่วยทางกาย-ใจ หรือได้รับโอกาสความสะดวกสบายตามอัตภาพในการมารับบริการจากโรงพยาบาล
4.ตระหนักในหลักธรรมของพระพุทธองค์ มวลมนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ตกอยู่ในกองทุกข์ ทุกชีวิตดิ้นรนให้พ้นจากกองทุกข์( สังสารวัฎของชีวิต) ฟังแล้ว - ท้าทาย - พิสูจน์สัจธรรม และอยากมีส่วนร่วมในการบรรเทาทุกข์ร่วมกัน อีกทั้งได้รับความรู้ประสบการณ์ตรงด้านการแพทย์ สาธารณสุข เป็นผลดีต่อตนเองและครอบครัว
5.ใช้เวลาว่างในเกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมให้มากที่สุด โดยเน้นความสำคัญของกาลเวลา  
  - วันเวลาผ่านไปเสมือนสายน้ำไม่ไหลกลับ .....................................(ไปไม่กลับ)
  - ถ้าเรานิ่งเฉยเกียจคร้าน ไร้จิตสำนึกที่ดี..........................................(หลับไม่ตื่น) 
  - ยากนักที่จะพบสัจธรรมแห่งชีวิต เกิดมาไร้ประโยชน์......................( ฟื้นไม่มี)    
  - ในที่สุด วาระสุดท้ายของชีวิตก็มาถึง..............................................(หนีไม่พ้น)            
ด้วยเหตุผลทั้ง 5 ประการ จึงเกิดแรงบันดาลใจ มาสมัครทำงานจิตอาสา โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ                                                                                                               
ผลที่ได้รับเป็นรูปธรรม 
  • มีความสุขกาย สบายใจ
  • เกิดความภาคภูมิใจในการกระทำความดี
  • มีโอกาสบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม
  • เชิดชูวงศ์ตระกูลและครอบครัว
  • อานิสงส์ผลบุญตอบแทนถึงลูกหลาน
  • เป็นแบบอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง
  •        
นาย กิจพัฒน์ เรืองช่วย

                                                                                                                         จิตอาสา

จิตอาสา พลังแห่งกัลยาณมิตร

กลุ่มงานจิตอาสา อาสาสมัครทำงานด้วยจิตสาธารณะ (กุศลจิต) ร่วมกับเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ โดยยึดอุดมการณ์เมตตาธรรม มิตรภาพบำบัดต่อเพื่อนมนุษย์ ภายใต้หลักหัวใจเดียวกัน (ใจเขาใจเรา) ช่วยเหลือเกื้อกูล ดุจบิดามารดา หรือญาติมิตรที่มีต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้าย
          มิตรภาพบำบัดทางกาย    ความรู้สึกของผู้ป่วยชั้นสุดท้ายในมุมมองของตนเอง ได้แก่
1. ผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยด้วยผลการตรวจพิสูจน์ทางการแพทย์แผนปัจจุบันแล้วว่าอยู่ในขั้นสุดท้าย
2. ผู้ป่วยที่รอคิวการผ่าตัด ฉายแสง หรือให้เคมีบำบัด หรือไปไม่ถึงแพทย์
3. ผู้ป่วยและญาติที่เกิดความท้อแท้ สิ้นหวังในจิตใจ แม้ว่าจะเป็นแค่ขั้นต้นๆ
4. ผู้ป่วยหรือญาติที่ท้อแท้สิ้นหวังถึงขั้นคิดจะฆ่าตัวตาย
         
ควรได้รับการบำบัดด้วยหลักอายตนะ 6 ดังนี้
1. ทางตา ควรให้เขาได้รับรู้มองเห็นทุกอย่างรอบตัว สิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่รกหูรกตา สะอาด หน้าตาของเราต้อง ยิ้มแย้มแจ่มใส
2. ทางหู ให้เขาได้รับฟังสิ่งที่รื่นหู คำพูดที่นุ่มนวลไพเราะ น้ำเสียงแห่งความเมตตา อาทรห่วงใย
3. ทางจมูก อย่าให้มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ มารบกวนทุกหนแห่ง อากาศที่หายใจต้องสะอาดบริสุทธิ์
4. ทางปากและลิ้น ต้องได้รับอาหารพอเพียง มีรสชาติ เพื่อให้เจริญอาหาร บำรุงร่างกายให้แข็งแรง
5. ทางกาย ต้องให้ทุกส่วนในร่างกายสัมผัสแต่ของนุ่มนวลไม่แข็งกระด้าง ไม่ระคายเคืองในทุกอริยบถ การถูกตัวด้วยความรัก ห่วงหาอาทร
6. ทางใจ อย่าให้เขาเกลียด กังวล ไม่สบายใจ ทำให้อารมณ์เสียให้เขามีโอกาสเลือกได้ตัดสินใจได้ อย่าใช้วิธีการบังคับ ทุกคำพูดควรให้กำลังใจเสมอ
มิตรภาพบำบัดทางจิต     หลักธรรมะต่อไปนี้จะช่วยเยียวยาด้วยตนเองแม้ว่าจะป่วยหรือไม่ป่วยก็ตาม
1. ตั้งสติทุกอย่างให้ได้เป็นรากฐานแห่งชีวิต เช่นเมือรู้ว่าปวดท้อง ตั้งสติให้มั่นว่าจะต้องบำบัดอะไรต่อ
2. วิจัยธรรมหรือวิเคราะห์หลักความจริงต่างๆ รู้จักเลือกเฟ้นการดำเนินชีวิต การใช้ปัญญาพิจารณาค้นกาความรู้ ความจริง ความถูกต้อง สิ่งที่ดีงาม สิ่งที่เป็นประโยชน์ หรือหลักคำสอนที่ให้ความรู้เกี่ยวกับความจริงของชีวิต
3. วิริยะ มีความเพียร ความเป็นผู้กล้าหาญ มีพลังความเข็มแข็งของจิตใจที่จะเดินและก้าวต่อไป ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ปัญหาความยุ่งยากลำบาก กล้าสู้กับความจริง
4. ปีติ คือความอิ่มใจ ความดื่มด่ำ ซาบซึ้ง ปลาบปลื้ม โดยสร้างปีติจากการคิด การพูด กระทำดี สร้างสรรค์ต่อสังคมส่วนรวม นับว่าปีติเป็นอาหารหล่อเลี้ยงสำคัญยิ่งของจิตใจ เป็นยาวิเศษที่สมานจิตใจได้ดีที่สุด
5. ความผ่อนคลายไม่กระสับกระส่าย ไม่เครียด สงบเย็น นั่นคือทำอย่างไรไม่ให้เครียด เครียดเพราะคิดวนเวียนแต่เรื่องเดิมๆ กังวลไม่รู้จบ ต้องหันเหความสนใจ หาทางผ่อนคลายด้วยวิธีต่างๆ เช่น เดินเล่น ออกกำลังกาย  ท่องเที่ยวไปต่างจังหวัดสูดอากาศบริสุทธิ์ ทิวทัศน์ดี สัมผัสกับธรรมชาติ เป็นต้น
6. มีสมาธิ จิตตั้งมั่น จิตใจแน่วแน่อยู่กับสิ่งนั้น อย่างที่เรียกว่า ใจอยู่กับกิจ  จิตอยู่กับงาน แน่วแน่ต่อการบำบัดรักษาของแพทย์ พยาบาล สนใจทำงานอดิเรกหรืองานประจำ ตั้งสติไม่ให้ความคิดวอกแวก
7. การรู้จักวางเฉย วางเฉยต่อการบำบัดรักษาตามกระบวนการรักษา วางเฉยต่อคำพูดต่างๆ ที่ไม่สบอารมณ์
         
          ข้อคิดในการดำเนินชีวิตอย่างมีสติตามแนวชาวพุทธ
          เราต้องเชื่อว่าความตายเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดใหม่ หรือไปสู่สวรรค์ หรือไม่เกิดอีกเลย ก่อนตายจากโลกนี้ ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดๆ (ต้องตายทุกคน) ควรยังความดีให้ถึงพร้อม พึงนึกถึงบุญกุศล คุณงามความดีที่เราได้สร้างส้มไว้ ก็จะอิ่มอกอิ่มใจ ปีติ สงบสุข หากยังนึกไม่ออกว่ามีความดีอะไรบ้าง ก็จงเร่ง บำเพ็ญทาน (ทานบารมี) ในโอกาสต่างๆ เช่น
-          การให้ทานด้วยทรัพย์สินแก่ผู้ยากไร้
-          การให้ทานด้วยสายตาที่เมตตาปรานีต่อเพื่อนร่วมโลก
-          การให้ทานด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอ ให้กับตนเองและคนรอบข้าง
-          การให้ทานด้วยวาจาที่ไพเราะ อ่อนหวาน น่าฟังต่อตนเองและผู้อื่น
-          การให้ทานด้วยแรงกายช่วยเหลือผู้อื่น เช่น งานอาสาสมัคร สาธารณะกุศลต่างๆ
-          การให้ทานด้วยการให้อาสนะที่นั่งภายในบ้าน หรือเสียสละที่นั่งบนรถโดยสาร
-          การให้ทานด้วยการให้ที่พักสะดวกสบายแก่ผู้มาเยือนหรือผู้เดือดร้อน
-          การให้ทานด้วยการให้อภัย ทั้งแก่ตัวเอง และคนรอบข้าง แม้แต่ศัตรูคู่อาฆาต
-          การให้ทานด้วยการให้ธรรมะหรือคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาต่างๆ
ทุกคืนก่อนนอนให้ระลึกถึงการบำเพ็ญทาน และบุญกุศล เมือใกล้ถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตให้น้อมจิตระลึกถึงสิ่งที่ดีๆ หายใจเข้า-ออก ยาวๆ ลึกตามหลักอานาปานสติ มองเห็นตัวเองกำลังอยู่ในนิมิตที่มีความสะอาด สว่าง สงบ เมื่อตื่นนอนวันรุ่งขึ้นยังคงมีชีวิตอยู่จงเร่งกระทำความดีอย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาก็นอนหลับอย่างมีสติ ปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไป จนวาระสุดท้ายของชีวิต ยิ้มให้กับความดีของตนเองด้วยปีติจิตดับสู่...สุคติภูมิ
                                    ... ชีวิต  คือความว่างเปล่า ...


โดย  คุณกิจพัฒน์  เรืองช่วย
จิตอาสา รพ.ราชบุรี


เทคนิคการดูแล เยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้าย

ชีวิตคนเราดำรงอยู่ได้เพราะมีลมหายใจเข้า-ออก จึงเรียกว่าลมปราณ การเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกาย     (ความเสื่อม การตายของเซลล์) ย่อมเป็นไปทุกขณะจิตตามเหตุและปัจจัย ดังนั้นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย       จึงเป็นธรรมดาของสัตว์โลก เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป (อนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตา)

                การเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจของผู้ป่วย
1. ความกลัว                          - กลัวอยู่คนเดียว ถูกทอดทิ้ง เกิดความซึมเศร้า หมดแรง สิ้นกำลังใจ
2. ความห่วง วิตกกังวล       - เป็นห่วงคนที่รัก ห่วงทรัพย์สินมรดก
3. กลัวชีวิตหลังความตาย   - หวนคำนึงถึงบาป สิ่งที่ไม่ดีที่เคยกระทำ ภาพเก่า จิตหลอกหลอน (กรรมนิมิต)
4. กลัวถูกรังเกียจ - ถ้าไม่ได้สั่งเสียเรื่องสำคัญแก่คนที่รัก อยากพูดสารภาพบาป เป็นการปลดปล่อย
5. ความเจ็บปวดทางร่างกายมีผลกระทบต่อภาวะจิต (ทุกขเวทนา) คิดมากฟุ้งซ่าน เกิดภาวะเครียดอย่างรุนแรง

                การประเมินภาวะสุขภาพจิตของผู้ป่วยระยะสุดท้าย
ปฏิกิริยาและพัฒนาการทางด้านอารมณ์ ด้านจิตใจ อาจจะสรุปได้ดังนี้
1. กลัว  ตกใจ  และปฏิเสธความจริงของชีวิต
2. ความโกรธ เกลียดตัวเองที่กำลังจะจากไป
3. อยากมีข้อตกลง ต่อรองกับความตายและการสูญเสียที่กำลังจะมาถึง จิตสับสน
4. เกิดสภาวะซึมเศร้า หมดกำลัง สิ้นพลัง มองโลกในแง่ลบ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ เพ้อ เกิดนิมิตร้าย
5. เป็นระยะที่ยอมรับความจริง พร้อมใจที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง (กฎของธรรมชาติ)
               
                ข้อปฏิบัติของมิตรภาพบำบัดผู้ป่วยระยะสุดท้าย  สรุปประเด็นที่กลุ่มจิตอาสาหรือญาติพึงตระหนักเป็นสำคัญดังนี้
1. ให้ความรัก ความเมตตาแก่ผู้ป่วย แสดงออกทางสีหน้า แววตา สัมผัสด้วยเมตตาจิต
2. พลังเมตตาที่มอบให้ผู้ป่วย เป็นการเยียวยาที่เรียกว่า จิตบำบัดด้วยรัก ปรารถนาดี
3. ปิยวาจา พูดให้กำลังใจในสิ่งที่ดีๆ บุญกุศลที่ได้กระทำ น้อมรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ป่วย
    นับถือตามหลักศาสนานั้นๆ
4. พูดให้สติ รู้จักปล่อยวาง นึกถึงคุณงามความดีที่เคยกระทำ ให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง
5. พูดให้คลายความวิตกกังวล สิ่งที่ค้างคาใจ ยอมรับสัจจธรรมของชีวิต พร้อมใจที่จะเผชิญกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นแก่
    ตนเองในเบื้องหน้า


6. การอำลาและขอความเห็นใจ (ตามหลักความเชื่อของศาสนาที่ผู้ป่วยนับถือ)
    - การขอขมาต่อเจ้ากรรมนายเวร สิ่งที่เคยผิดพลาดในอดีต การล่วงเกินต่อบุพการี
    - นึกถึงคุณงามความดีของตนเอง จนเกิดความภาคภูมิใจ ยิ้มให้กับตนเองได้
    - ให้คนที่รักได้พูดความในใจที่มีต่อผู้ป่วย บอกรัก โอบกอดด้วยใจรักอบอุ่น
    - จิตภาวนา การได้ฟังเสียงบรรยายธรรมะ การสวดมนต์ไหว้พระ แผ่เมตตาอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ
               
ตายแล้วไปไหน  ตามหลักพระพุทธศานา พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า เมื่อคนเราตายจากโลกนี้ไปแล้ว จะไปจุติเกิดได้ 5 ทาง คือ
1. ทางที่ 1  ไปเกิดในอบายภูมิ 4 คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน
2. ทางที่ 2  ไปเกิดเป็นมนุษย์
3. ทางที่ 3  ไปเกิดบนสวรรค์ เป็นเทวดา นางฟ้า สวรรค์ 6 ชั้น
4. ทางที่ 4  ไปเกิดบนพรหมโลก เป็นพรหมชั้นต่างๆ 20 ชั้น
5. ทางที่ 5  ไปพระนิพพาน
                ตามหนังสือโบราณที่หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยา (ปรมาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน) ได้เขียนไว้ว่า คนก่อนจะตายต้องเห็นนิมิตต่างๆกัน เช่น
1. เวลาก่อนจะตาย ถ้าเห็นไฟ กองไฟ ดวงไฟ แสดงว่าคนนั้นตายแล้วตรงไปนรกทันที ไม่ผ่านสำนักพญายม
2. เวลาก่อนจะตาย ถ้าเห็นป่าไม้ จะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
3. เวลาก่อนจะตาย ถ้าเห็นก้อนเนื้อ จะเกิดเป็นมนุษย์
4. เวลาก่อนจะตาย ถ้าเห็นสิ่งที่เป็นบุญกุศล เช่น เคยให้ทานไหว้พระพุทธรูป พระอริยสงฆ์อันเป็นกุศลผลบุญอย่างนี้
   ก็จะไปเกิดบนสรรค์ตามภพชั้น คือไปสู่สุคติภูมิ...นั่นแล

ข้อคิด  ตอนคลอดออกมาเราร้องไห้ ท่ามกลางความดีใจของพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง
          ครั้นความตายมาถึง ลูกหลาน ญาติพี่น้องร้องไห้เสียใจ เราจะต้องปีติ ยิ้มให้ตนเอง



  คุณกิจพัฒน์  เรืองช่วย
จิตอาสา รพ.ราชบุรี

จิตอาสา คือ ผู้ให้ด้วยเมตตาจิต


กลุ่มงานจิตอาสา    เป็นการรวมกลุ่มอิสระของบุคคลทุกเพศ  ทุกวัย มาจากหลากหลายอาชีพ อาสาเข้ามาโดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ  การให้ ปลุกจิตสำนึกต่อสังคม ภายใต้อุดมการณ์-เอื้อเฟื้อ เมตตา – อาสาทำงาน – บริการด้วยน้ำใจ ภาระหน้าที่สำคัญของงานจิตอาสา  อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม
1.ภาระงานหน้าที่ประจำ                     2.ภาระงานหน้าที่เฉพาะกิจ (อาสาสมัคร)
โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี เป็นโรงพยาบาลระดับศูนย์รับบริการผู้ป่วยจำนวนมากทั้งในเขตพื้นที่ จ.ราชบุรี  และจังหวัดใกล้เคียง  ทำให้ประสบปัญหาการให้บริการเพราะเจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรทางการแพทย์มีไม่เพียงพอ  กลุ่มงานจิตอาสาจึงได้เกิดขึ้นเพื่อแบ่งเบาภาระแก้ปัญหาดังกล่าว โดยถือเป็นภาระงานหน้าที่ประจำในรูปของชมรมอาสาสมัคร มีคณะกรรมการร่วมปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ  ภายใต้การดูแลสนับสนุนของผู้อำนวยการ รพ.ราชบุรี (นายแพทย์สมชาย  เทพเจริญนิรันดร์) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารงานจิตอาสา รพ.ราชบุรียุคใหม่ ทำหน้าที่ประสานงานร่วมกับอาสาสมัครจิตอาสา  เป็นการแบ่งเบาภาระงานตามความรู้ ความสามารถ สร้างความพึงพอใจแก่ผู้รับบริการ  ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน  ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข  มีเป้าหมายผู้รับบริการมีความสุข ไม่ถูกทอดทิ้ง สังคม ชุมชนอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน
ภาระงานจิตอาสา    ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว  งานจิตอาสาเกิดขึ้นมานาน เป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ส่งเสริมให้ความสำคัญโดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการบำนาญ มารับใช้สังคมเป็นอาสาสมัคร นับได้ว่าเป็นสิ่งสวยงามท่ามกลางปัญหาวิกฤติของสังคม  ในสังคมไทย คำว่าจิตอาสา มีการใช้เป็นครั้งแรก หลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิ (คลื่นใต้น้ำ)  ในภาคใต้ของไทย ช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ.2547  และในช่วงวิกฤติมหาอุทกภัยปี2554 ในหลายจังหวัดภาคกลาง  กลุ่มงานจิตอาสาเข้ามาแก้ปัญหาท่ามกลางวิกฤติธรรมชาติ เป็นภาระงานหน้าที่เฉพาะกิจที่มีบทบาทสำคัญไม่น้อย
คุณสมบัติของจิตอาสา  ที่สำคัญยิ่ง คือ ความเมตตา กรุณา ยินดีสละแรงกาย แรงใจ และทรัพย์สินเงินทอง เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน นับว่าเป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในจิตใจมนุษย์ทุกคนไม่มากก็น้อย ในวิกฤติการณ์ทุกครั้งก็จะมีปรากฏการณ์ ของจิตอาสาเข้ามามีบทบาท แบ่งเบาภาระงานอย่างมีประสิทธิภาพ
 ผู้สูงวัยหลายท่านทั้งชายและหญิงเผยว่ามาเป็นอาสาสมัครเพราะสำนึกว่าตนเองต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม  สงสารเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บป่วย ทุกขเวทนา  มาช่วยด้วยเมตตาถือคติธรรมว่า เป็นผู้ให้ด้วยจิตใจที่เสียสละ  หลายท่านบอกว่าเป็นผู้ให้  มีความสุขเหนือกว่าที่จะคอยรับยิ่งให้มากจะได้รับผลตอบแทนมาก นับเป็นกุศลจิตอย่างแท้จริง
        ในทรรศนะของผู้เขียน ได้ใคร่ครวญพิจารณาตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเห็นว่าการให้เป็นการสร้างบารมีธรรมที่มี อานิสงส์ยิ่ง โดยเฉพาะ ทานจักร  คือการสร้างทานบารมีที่เป็นรูปธรรม มี 10 ประการ ได้แก่

1.ให้ทานด้วยทรัพย์สินเงินทอง                                                  
2.ให้ทานด้วยสายตาที่เมตตาปรานี
3.ให้ทานด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
4.ให้ทานด้วยวาจาที่ไพเราะน่าฟัง
5.ให้ทานด้วยแรงงานช่วยเหลือผู้อื่น
6.ให้ทานด้วยการอนุโมทนายินดีเมื่อผู้อื่นทำดี
7.ให้ทานด้วยการเสียสละให้ที่นั่ง
8.ให้ทานด้วยการให้ที่พักอันสะดวกสบาย
9.ให้ทานด้วยการให้อภัย(อภัยทาน)
10.ให้ทานด้วยการให้ธรรมะ(ธรรมทาน)

การทำบุญให้ทาน จึงไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะการให้ทรัพย์สินเงินทอง และไม่จำกัดเฉพาะว่าต้องทำบุญกับวัด กับพระเท่านั้น ดังที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดพลาด การให้ทานยังเน้นถึงการสงเคราะห์ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติสนิทมิตรสหาย ให้แก่ผู้ที่ขาดแคลนหรือกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย  เหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นการให้ทานทั้งสิ้น (ทานนัยหรือทานบารมี)   ทุกคนไม่ว่าจะมีฐานะในระดับใดก็สามารถเป็นผู้ให้ได้เสมอ ตามหลักการบำเพ็ญทานทั้ง 10 ประการข้างต้น
        ผลดีที่ได้รับจากการให้ (งานจิตอาสา)
1.ลดกิเลสเบื้องต้นให้หมดไป (โลภ – โกรธ – หลง) ขจัดความตระหนี่ให้เบาบาง
2.ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ เพราะเทวดาที่รักษาคอยให้ความช่วยเหลือและเหล่าเจ้ากรรมนายเวรกลับกลายเป็นมิตร
3.เป็นที่รักของเทวดา มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย เป็นเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น
4.สังคมยกย่องสรรเสริญ เป็นผลดีต่อลูกหลาน วงศ์ตระกูล
5.เดินทางปลอดภัย จิตใจอ่อนโยน มีเมตตาต่อบุคคลทั่วไป
6.นอนหลับสบาย เป็นมงคลชีวิต(ก่อนนอนหมั่นสวดมนต์ ไหว้พระ แผ่เมตตา)
7.ครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันครอบครัว
8.สุขภาพกาย สุขภาพจิตดีเพราะมองโลกในแง่ดี
9.เป็นแบบอย่างที่ดีแก่บุตรหลาน และอนุชนรุ่นหลัง
10.เมื่อชีวิตดับไป จิตวิญญาณสู่สุคติภูมิ เพราะอานิสงส์ของทานบารมี และ กุศลจิต
  
จึงใคร่ขอเชิญชวนสาธุชนทุกท่านที่มีจิตเป็นกุศล จิตสาธารณะ จากการให้ การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยน้ำใจไม่หวังผลตอบแทนมาร่วมงานจิตอาสา รพ.ราชบุรียุคใหม่ภายใต้อุดมการณ์เดียวกัน เพื่อร่วมพัฒนาสังคมส่วนรวม ร่มเย็นเป็นสุขสืบไป

 โดย  คุณกิจพัฒน์    เรืองช่วย
ชมรมอาสาสมัครจิตอาสา โรงพยาบาลราชบุรี อาสาสมัครทำงานด้วยจิตสาธารณะ (กุศลจิต) ร่วมกับเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ โดยยึดอุดมการณ์เมตตาธรรม มิตรภาพบำบัดต่อเพื่อนมนุษย์ ภายใต้หลักหัวใจเดียวกัน (ใจเขาใจเรา) ช่วยเหลือเกื้อกูล ดุจบิดามารดา หรือญาติมิตรที่มีต่อผู้ป่วย